วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2556

ข้อมูลจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง




ข้อมูลจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง


1. http://nawin.org.a27.readyplanet.net/index.php?   lay=show&ac=article&Id=539410805&Ntype=1
2. http://krutongmusic.wordpress.com
3. http://my.dek-d.com/alongkornone/blog/?blog_id=10165396
4. http://www.learners.in.th/blogs/posts/500204
5. http://library.uru.ac.th/bookonline/books/bookonline32-4.pdf










คลิปวิดีโอสัมภาษณ์อาจารย์ ปาริฉัตร อยู่ประเสริฐ
อ.ประจำวิชาขับร้องเพลงคลาสสิค และขับร้องเพลงประสานเสียง




พิธีกร : กาย อันโทนี่ กวินท์ ทง


พิธีกร : สวัสดีครับกลับมาพบกันอีกเช่นเคยนะครับกับผม กาย อันโทนี่ ทง ซึ่งวันนี้นะครับผมมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากๆเลยครับเกี่ยวกับการขับร้องเพลงประสานเสียง และวันนี้นะครับผมก็ได้รับเกียรติจากอาจารย์ประจำของ วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิตนะครับ ที่เกี่ยวกับการร้องเพลงโดยตรงเลย ขอยินดีต้อนรับ อ.ปาริฉัตร อยู่ประประเสริฐ หรือ อ.แมวครับ สวัสดีครับ อยากให้ อ.แมวแนะนำตัวเองกับท่านผู้ชมเลยครับ

อ.แมว : สวัสดีค่ะ ชื่อ อ.ปาริฉัตร อยู่ประเสริฐนะคะ สอนร้องเพลงโซโล่ ปกติจะสอนขับร้องแบบเบสิคขับร้องทั้งแจ๊ส และคลาสสิค

พิธีกร : อยากให้อ.ช่วยเล่าถึงการขับร้องเพลงประสานเสียงหน่อยครับว่าทางคณะวิทยาลัยดนตรีของเราเนี่ยต้องเตรียมตัวยังไงบ้างถึงจะเข้ามาเรียนการขับร้องเพลงประสานเสียงได้

อ.แมว : เป็นวิชาบังคับอยู่แล้วค่ะ

พิธีกร : แต่การเตรียมตัวที่จะเข้ามาเรียนได้ที่คือยังไงอ่ะครับ

อ.แมว : ก็คือตอนนี้จะแบ่งเป็นสองวงแล้วค่ะ เมื่อก่อนจะเรียนรวมกันแต่จะค่อนข้างมีปัญหาเรื่องเด็กที่อ่านโน้ตเป็น กับอ่านโน้ตไม่เป็น หรือว่าเด็กที่มีพื้นฐานร้องดีกับไม่ดีมาปนกัน ตอนนี้แบ่งเป็นสองวง คือเป็นเด็กเอกร้องโดยเฉพาะอยู่วงนีง แล้วก็เด็กภาคอื่นที่อาจจะอ่านโน้ตไม่คล่องแล้วก็ร้องไม่ค่อยดี ไม่อยากใช้คำว่าร้องไม่ดี ไม่มีพื้นฐานทางด้านร้องเพลงอยู่อีกวงนึง

พิธีกร : อ๋อ คือส่วนใหญ่ที่เข้ามาเรียนเนี่ยไม่จำเป็นต้องมีเบสิคทางด้านร้องเข้ามาเรียนก็ได้หรอครับ 

อ.แมว : ได้ค่ะ

พิธีกร : อ๋อ เหมือนกับว่าถ้าเป็นนักดนตรีวิชาอื่นเนี่ยมันก็เหมือนกับว่าเป็นวิชาที่จำเป็นจะต้องเรียน เพื่อเป็นการฝึกโสตทักษะไปในตัวด้วยรึเปล่าครับ

อ.แมว : ฝึกให้ได้ยินฮาร์โมนี่ ให้ได้ยินเสียงประสาน

พิธีกร : ครับ อยากจะถามอ.หน่อยอ่ะครับว่าการสร้างเสียงให้กับนักร้องประสานเสียงนี่ต้องทำยังไงบ้างหรอครับมีวิธีการยังไงบ้าง

อ.แมว : ก็จริงๆมันก็แล้วแต่ความชอบของคอนดัคเตอร์แต่ละคนค่ะ บางคนก็อาจจะชอบเสียงแบบพุ่งๆพลังๆ เคยเจอใช่มั้ยคะอย่างอ.ไมเคิล ก็จะเน้นพลังเสียง ส่วนอีกแบบก็จะแบบว่าไม่ได้ต้องเบลนนะต้องเน้นกลมไว้ก่อนให้งาม แต่มันก็แล้วแต่สไตล์เพลงด้วย ถ้าอย่างอ.บางท่านเค้าจะชอบเพลงโบสถ์แบบผิวดำก็ชะชอบอีกแบบนึง แต่ก็แล้วแต่ว่ารสนิยมของแต่ละคนเป็นยังไง

พิธีกร : เวลาที่จะมีคนออดิชั่นเข้ามาเป็นหนึ่งในนักร้องประสานเสียงอ่ะครับ ทุกคนจะมีช่วงเสียงที่แตกต่างกันใช่มั้ยครับ อยากให้อ.แมวช่วยอธิบายถึงช่วงเสียงแต่ละประเภทหน่อยครับ

อ.แมว : ถ้าแบ่งคร่าวๆก็โซปราโน่คือเสียงสูงที่สุด อัลโต้คือผู้หญิงเสียงต่ำ แล้วก็เทรนเนอร์ผู้ชายเสียงสูง บาริโทนผู้ชายเสียงกลาง แล้วก็เบสคือผู้ชายเสียงต่ำ แต่ว่าวิธีแบ่งก็แล้วแต่คอรัลคอนดัคเตอร์อีกอะ บางคนเค้าแบ่งตามเรนจ์ แต่บางคนเค้าแบ่งตามน้ำหนักเสียง แบบบางคนสามารถร้องได้สูงแต่ว่าเนื้อเสียงหนาก็อาจจะโดนจับมาเป็นอัลโต้ สำหรับผู้หญิง แต่ถ้าเป็นผู้ชายร้องสูงแต่เสียงหนักๆก็อาจจะโดนจับไปเป็นเบส แต่ว่าบางคนเค้าอาจจะแบ่งตามเรนจ์ว่าเค้าอยากได้ไฮโน้ตหนักๆเนี่ยอาจจะจับคนเสียงหนักที่สามารถร้องเสียงสูงไปอยู่โซปราโน่ หรือไปอยู่เทนเนอร์

พิธีกร : ซึ่งก็จะมีการเทียบคีย์ของแต่ละคนก่อนเข้ามาฝึกก่อนรึเปล่าครับ

อ.แมว : ใช่ เวลาเลือกก็คนสอนก็จะต้องฟังทุกคนเลยฟังเสียงทุกคนตอนออดิชั่นเข้าวง เพราะเค้าจะได้เลือกว่าควรจะเอาใครไปอยู่ตรงไหน

พิธีกร : อ๋อ ครับ แล้วเวลาเราเรียนเนี่ยครับก่อนที่จะมาโชว์ กว่าจะสำเร็จออกมาได้ซักเพลงนึงระยะเวลาในการฝึกซ้อมเนี่ยใช้เวลาประมาณแค่ไหนหรอครับ

อ.แมว : จริงๆมันก็แล้วแต่ความสามารถของนักร้องในวง แล้วก็ความสามารถของคอนดัคเตอร์เองด้วยว่ามีความสามารถจะประกอบวงได้เร็วแค่ไหน แล้วก็ในวงเดียวกันคอนดัคเตอร์บางคนอาจจะสามารถทำให้นักร้องร้องออกมาได้ภายในการซ้อมครั้งเดียว บางคนอาจจะปรับเป็นเดือนยังไม่ได้เลย แล้วก็แล้วแต่วงด้วยเพราะถ้านักร้องในวงฉลาดก็จะเร็ว ก็คือทั้งสองฝ่ายทั้งคอนดัคเตอร์และนักร้อง

พิธีกร : หืม แต่ถ้ายกตัวอย่างของวิทยาลัยเราเนี่ยไม่ใช่มีแค่นักร้องมาร้อง เพราะว่าจะต้องมีนักเปียโน มือกีร์ต้าของเครื่องดนตรีอื่นๆมาร่วมร้องด้วยก็น่าจะใช้เวลา

อ.แมว : มันก็จะทำให้นานขึ้นพวกที่ไม่รู้มาก่อนว่าการร้องประสานเสียงคืออะไรอย่างนี้ ก็จะแบบนี่ชั้นทำอะไรอยู่ อยู่เป็นเดือนจนแบบ อ๋อ มันคืออย่างนี้ บางเพลงที่เรียนในหนึ่งเทอมยังงี้ ตอนครูอยู่อเมริการ้องที่โบสถ์คือเค้าซ้อมครั้งเดียวผ่านเลย แล้วก็วันอาทิตย์ร้องในโบสถ์เลย ซ้อมอาทิตย์ละครั้งเพลงใหม่ซ้อมวันเดียวแล้ววันอาทิตย์ก็ร้องนมัสการในโบสถ์ ของเราเรียนเป็นเดือน คือที่นั่นเค้าชินอยู่แล้วไงเค้าชิยว่าเสียงแบบนี้เมโลดี้แบบนี้อะไรอย่างนี้

พิธีกร : อยากให้อ.แมวช่วยเล่าตอนที่เรียนประสานเสียงที่อเมริกาให้ฟังหน่อยได้ป่ะครับ

อ.แมว : ก็ ไม่ได้เรียนร้องเพลงประสานเสียงโดยตรงแต่ว่าเป็นคนชอบร้องประสานเสียง เลยไปขอเค้า
ซิทอินสามวงแล้วก็ร้องในโบสถ์ด้วย

พิธีกร : อ๋อ ครับก็เหมือนกับว่าเป็นการฝึกไปในตัว พอกลับมาที่นี่ก็สามารถช่วยสอนได้นะครับ ตอนนี้เราก็ได้ทราบไปหลายเรื่องแล้วนะครับ แต่ก็ยังสงสัยอยู่ว่าเวลาเราเรียนเพลงเนี่ยเราต้องเรียนกันยังไงมีภาษาอะไรบ้างแบบนี้อ่ะครับ

อ.แมว : จริงๆก็อย่างที่บอก มันก็แล้วแต่รสนิยมของคอรัลคอนดัคเตอร์แต่ละคน แต่ส่วนใหญ่มันก็จะมีเบสิคที่เค้าทำกันอยู่ก็คือจะมีเพลงคลาสสิคแน่ๆ แบบพวกโมสาร์ทอะไรแบบนี้ ถ้าบาร์คอาจจะยากไป แบบพวกคลาสสิคโมสาร์ท บราห์มอะไรแบบนี้บ้าง แล้วก็มีเพลงประจำชาติเพลงไทยอะไรแบบนี้

พิธีกร : อ๋อ ก็อย่างคณะเราก็จะมีเพลงของมหาลัย เพลงมาร์ชอะไรแบบนี้ใช่ป่ะครับ 

อ.แมว : ใช่ อาจจะมีเพลงแบบเพลงประจำชาติเลยเอาไว้โชว์ต่างชาติ สมมุติว่าเราทำวงจะไปโชว์เพลงที่มีแน่ๆคือเพลงของชาติตัวเองที่ไม่ใช่เพลงมหาลัย เพลงไตล์ประมาณนี้แล้วก็ที่มีแน่ๆคือเพลงป๊อบสไตล์ฝรั่ง

พิธีกร : แล้วอย่างเวลาคนเค้าร้องกันเนี่ยท่าทางในการยืน ท่าทางในการออกเสียงนี่เป็นยังไงหรอครับช่วยสอนผมหน่อยครับ

------------หลังจากนี้เป็นการสาธิตวิธีการยืน และการออกเสียง การถือแฟ้ม และการหายใจ-------------

พิธีกร : อยากจะให้อ.แมวลองพูดถึงประโยชน์ที่ได้จากการเรียนร้องเพลงประสานเสียงหน่อยอ่ะครับว่าเราได้อะไรบ้าง

อ.แมว : ก็อย่างแรกเลยเป็นการฝึกหู คือแบบเราต้องร้องกับเสียงคนอื่นเพราะมันต้องเข้าหากันด้วย และเป็นการฝึกแสดงในที่สาธารณะ บางคนแค่ขึ้นไปทั้งกลุ่มเค้าก็สั่นก็ไม่ไหวกันละแบบควบคุมตัวเองไม่ได้ แล้วก็ฝึกทำงานร่วมกัน แล้วก็เป็นการคลายเครียดด้วย

พิธีกร : โอเคครับ สำหรับวันนี้นะครับเราก็ได้รู้กันไปพอสมควรแล้วครับสำหรับประโยชน์ของการเรียนการขับร้องเพลงประสานเสียงแล้วก็วิธีการหายใจการร้องเพลงเบสิคเริ่มต้นนะครับสำหรับผู้ที่สนใจอยากจะเรียนการขับร้องเพลงประสานเสียงสำหรับวันนี้ก็ขอขอบคุณมากนะครับกับ อ.แมว หรืออ.ปาริฉัตร อยู่ประเสริฐ ขอบคุณครับ สำหรับวันนี้ผมกาย อันโทนี่ ทง ขอลาไปก่อนสวัสดีครับ









วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556

เนื้อหาบทความ






การขับร้องเพลงประสานเสียง


            การขับร้องเพลงประสานเสียงนั้นเป็นการแสดงดนตรีที่อาศัยความร่วมมือกันของทุกฝ่าย ทั้งผู้อำนวย เพลงและนักร้อง รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดการวง การเปล่งเสียงโดยใช้เครื่องดนตรี ที่มีอยู่ในตัวนั้นต้องอาศัย การฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลานาน เพื่อให้สามารถแสดงได้อย่างเป็นธรรมชาติและคล่อง เมื่อไม่มีอาการ ตื่นกลัวและมีความมั่นใจเต็มที่จะทำให้ไม่มีอุปสรรคในการขับร้อง และจากการวางแผนการฝึกซ้อมที่ดี ด้วยความ ร่วมมือกันอย่างดี จะทำให้เสียงของวงมีเอกลักษณ์ของตนเองและมีเสียงที่กลมกลืน ทำให้เสียงมีคุณภาพ สามารถ สื่ออารมณ์เพลงได้อย่างมีความหมายและไพเราะจับใจผู้ฟัง

การแบ่งระดับเสียงในการขับร้องประสานเสียงแบ่งระดับเสียงของผู้ขับร้องเป็นกี่กลุ่มหรือกี่แนวก็ได้ แต่ที่ถือว่าเป็นมาตรฐานและเป็นที่นิยมกันทั่วไป คือแบ่งเป็น 4 แนวดังนี้    
1.   แนวโซปราโน (Soprano)  เป็นระดับเสียงสูงสุดของผู้หญิง
2.   แนวอัลโต (Alto)  เป็นระดับเสียงต่ำของผู้หญิง    
               3.   แนวเทเนอร์ (Tenor)  เป็นระดับเสียงสูงสุดของผู้ชาย
               4.   แนวเบส (Bass)  เป็นระดับเสียงต่ำของผู้ชาย
                 
ในการขับร้องประสานเสียงจึงต้องมีการจัดขอบเขตเสียงให้ผู้ร้อง ว่าคนไหนควรจะขับร้องในแนวใด ซึ่งในทางเทคนิคแล้วจะแบ่งขอบเขตเสียงของคนเราเป็น 4 ประเภทดังกล่าวแต่ในเมืองไทยนั้นหายาก ที่จะมีผู้ร้องที่มีขอบเขตเสียงดังกล่าว ฉะนั้นจึงวัดได้เฉพาะขอบเขตเสียงที่ใกล้เคียงเท่านั้นแต่บางคนมีขอบเขตเสียงเกินกว่าที่กำหนดไว้เหมือนกัน เช่น ในแนวโซปราโน บางคนอาจจะร้องได้สูงสุดถึง โด คาบเส้นน้อยที่ 2 และ เร เหนือเส้นน้อยที่ 2 แต่นั่นก็ถือว่าเป็นความสามารถพิเศษของแต่ละบุคคล
เมื่อจัดระดับเสียงของผู้ร้องที่จะขับร้องประสานเสียงได้แล้วก็มาถึงการจัดความกลมกลืนของเสียง (BALANT) การจัดกำลังคนไม่กำหนดว่าจะต้องมีกำลังคนเท่าใด โดยให้จัดตามกำลังเสียงที่ออกมา คือ แนวโซปราโน ส่วนมากจะร้องในแนวสูงสุดของบทเพลงไม่ต้องใช้ผู้ร้องจำนวนมากเพราะเสียงที่สูงจะมีกำลังอยู่แล้ว แต่ แนวเบส เป็นแนวที่มีกำลังเสียงและระดับเสียงที่ต่ำ ควรจะเพิ่มกำลังคนโดยจะใช้จำนวนเท่าใดขึ้นอยู่กับเสียงที่ออกมาจะต้องกลมกลืนพอดี
นอกจากจะปรับความกลมกลืนของเสียง (BALANT) ด้วยการปรับจำนวนของผู้ร้องแล้ว ยังสามารถที่จะปรับความกลมกลืนด้วยการควบคุมความดังเบาของกำลังเสียงได้อีกวิธีหนึ่ง เช่น ถ้าผู้ร้องแนวใดแนวหนึ่งมาก และมีเสียงร้องออกมาดังกว่าแนวอื่นก็แก้ไขด้วยการให้ร้องเบาลงเฉพาะแนวนั้นๆ
  ดังที่กล่าวมาแล้วว่า มนุษย์เรามีธรรมชาติการควบคุมการขับร้อง การพูด การออกเสียงมาด้วยกันทุกคน แต่โดยทั่วไปแล้วจะใช้ธรรมชาติเหล่านั้นไม่คล่องตัวหรืออาจจะเป็นเพราะความเผลอไผลในเวลาใช้ก็ได้ จึงมีการคิดค้นเทคนิคทางการออกเสียงขับร้องขึ้นมาโดยใช้ธรรมชาติเป็นหลักดังนี้
1. การฝึกออกเสียง (VOCALIZE) มีความสำคัญมากเพราะการออกเสียงทุกครั้งต้องมีสิ่งที่จะต้องควบคุมหลายอย่าง เช่น การใช้ลมอักขระต้องให้ถูกต้อง เพราะเมื่อขับร้องหมู่ประสานเสียงแล้วจะเกิดความพร้อมเพรียงและถูกต้อง
2. เทคนิคทางการพูดและการแสดง การแสดงในที่นี้หมายถึงการใส่อารมณ์ มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า SPEECH AND DRAMA การตีความหมายของบทเพลง ต้องใส่อารมณ์อย่างไร จึงจะถูกต้องตามความหมายของบทเพลง เช่น เพลงที่มีความหมายไปในทางเศร้า จะต้องแสดงอารมณ์ของบทเพลงอย่างไร บทเพลงที่มีเนื้อหาไปในทางที่สนุกสนานจะต้องแสดงอารมณ์อย่างไร
3. การปั้นรูปปาก (LIP TORMATION) เป็นสิ่งสำคัญมากในการขับร้อง การร้องคำต่างๆ เช่น คำที่อยู่ในสระ อี อา โอ อู จะปั้นรูปปากอย่างไร เมื่อนำเทคนิคในการพูดและการขับร้องต่างๆ มารวมกัน ก็จะทำให้มีการขับร้องที่ถูกต้อง ไม่ผิดลักษณะต่างๆ ตามธรรมชาติ ซึ่งสำคัญมากสำหรับหมู่ขับร้องประสานเสียง เพราะเป็นการขับร้องของคนจำนวนมาก ถ้าการขับร้องไม่เหมือนกันก็จะเป็นการยากลำบากในการขับร้อง
ที่กล่าวมาเป็นหลักใหญ่ ๆ ในการขับร้องประสานเสียง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะใช้หลักการและวิธีการเหมือนการขับร้องเดี่ยวนั่นเอง
สำหรับการขับร้องประสานเสียง โดยทั่วไปจะมีหมู่ขับร้องที่ใช้อยู่คือหมู่ขับร้อง ประสานเสียง 4 แนว ได้แก่ แนว โซปราโน และแนว อาลโต ซึ่งจะเป็นผู้หญิงร้อง และ แนว เตเนอร์ กับ เบส เป็นหมู่นักขับร้องชาย ถ้าเป็นหมู่ขับร้องชายล้วน มีชื่อว่า “MALE CHOIR” ประกอบด้วยแนว เตเนอร์ 1 เตเนอร์ 2 และ แนว เบส ถ้าเป็นหมู่ขับร้องหญิงล้วน มีชื่อว่า “FEMALE CHOIR”ประกอบด้วยแนว โซปราโน เมซโซ โซปราโน และแนว อาลโต
การขับร้องประสานเสียง 4 แนว ในวงการเพลงของเรานั้นมีอยู่ไม่กี่แห่งที่มีคณะนักร้องประสานเสียงคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย, โรงเรียนนาฏศิลป์ กรมศิลปากร และ โรงเรียนดุริยางค์ทหารเรือ นอกนั้นเป็นการขับร้องในการปฏิบัติศาสนกิจของผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์
ส่วนที่มีการขับร้องบันทึกเสียงออกจำหน่ายโดยทั่วไปนั้นก็มักจะประสานเพียง 2 - 3 แนวเท่านั้น มี 4 แนวอยู่บ้างก็เพียงเล็กน้อย นับว่าการขับร้องประสานเสียง 4 แนวยังไม่แพร่หลายเท่าที่ควร


                  

วัตถุประสงค์




วัตถุประสงค์ของบล็อค

1.เพื่อให้ได้เข้าใจถึงการขับร้องเพลงประสานเสียง
2.เพื่อให้มีทักษะเกี่ยวกับการร้องเพลงเพิ่มมากขึ้น
3.เพื่อฝึกการทำงานร่วมกับผู้อื่น

เหตุผลที่ต้องทำเรื่องนี้
          
          ในปัจจุบันนี้มีคนจำนวนมากที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับการร้องเพลง แต่ยังขาดทักษะอยู่มาก และยังมีประสบการณ์ในการแสดงออกหน้าเวทีน้อย การร้องเพลงประสานเสียงหรือการร้องคอรัสจึงเป็นตัวช่วยหนึ่งในการฝึกความมั่นใจให้กับคนที่มีความสนใจในการร้องเพลง รวมถึงยังได้เรียนรู้ทฤษฎีตัวโน้ต องค์ประกอบต่างๆของเสียงว่ามีเสียงอะไรบ้าง และได้ฝึกทักษะเกี่ยวกับการได้ยิน หากเราเป็นคนที่ร้องเพลงเพี้ยน การเรียนคอรัสจะช่วยทำให้มีทักษะในการฟังที่ดีขึ้นได้ อีกทั้งยังช่วยให้พัฒนาทางด้านการรู้จักมีความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา เพราะการขับร้องเพลงประสานเสียงนั้นจะต้องทำงานกันเป็นกลุ่มจึงช่วยฝึกในการทำงานร่วมกับผู้อื่น มีความสามัคคี โดยเฉพาะในเรื่องการรวมตัวของเสียงร้อง

ความคิดเห็น

          โดยส่วนตัวผมเป็นคนที่ชอบร้องเพลง และได้ทำการศึกษาทางด้านนี้มามากพอสมควร รวมถึงการขับร้องเพลงประสานเสียง ซึ่งเป็นวิชาที่ถ้าหากเราตั้งใจเรียนแล้วจะสนุกมากๆ อาจจะยากสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น เพราะต้องมีการอ่านโน๊ตและแบ่งแยกสมาธิ และจดจำลายประสานที่เราต้องร้อง แต่ถ้าหากเรามีการฝึกฝนในแต่ละบทเพลงมามากพอ ก็จะทำให้เพลงที่ทำการแสดงออกมาดีเลยทีเดียว

ชื่อหนังสือ

ร้องเพลงประสานเสียง ง่ายนิดเดียว

รหัส

5508243